ครูสาวกาฬสินธุ์บุกทวงถามความรับผิดชอบจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์ หลังปล่อยให้บุคคลภายนอกเบิกเงินจนเกลี้ยงบัญชี เชื่อมีขบวนการแอบแฝงเรียกรับเงิน 13 เปอร์เซ็นต์จากการกู้เงิน พร้อมเรียกร้องให้ครูที่ถูกเอาเปรียบหักค่าหัวคิวออกมาเปิดโปงขบวนการดังกล่าว ขณะที่ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์ จำกัด ยอมรับเจ้าหน้าที่มีเอี่ยวร่วมกับนายหน้าปลอมลายเซ็น ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

ครูสาวกาฬสินธุ์บุกทวงถามความรับผิดชอบจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์ หลังปล่อยให้บุคคลภายนอกเบิกเงินจนเกลี้ยงบัญชี เชื่อมีขบวนการแอบแฝงเรียกรับเงิน 13 เปอร์เซ็นต์จากการกู้เงิน พร้อมเรียกร้องให้ครูที่ถูกเอาเปรียบหักค่าหัวคิวออกมาเปิดโปงขบวนการดังกล่าว ขณะที่ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์ จำกัด ยอมรับเจ้าหน้าที่มีเอี่ยวร่วมกับนายหน้าปลอมลายเซ็น ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

จากกรณีนางเยาวลักษณ์ ภูชุม อายุ 34 ปี ครูวิทยฐานะชำนาญการโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยนางไสว บรรลือเสียง อายุ 60 ปี มารดา เข้าร้องทุกข์กับศูนย์ดำรงธรรม ขอความช่วยเหลือ หลังจากกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์ และได้รับการอนุมัติเงินกู้จำนวน 2,000,000 บาท ซึ่งถูกนายหน้าที่เป็นข้าราชการครูหักหัวคิวค่าดำเนินการ 13 เปอร์เซ็นต์ และหักเป็นค่าหุ้น 419,700 บาท เหลือ 1,580,300 บาท แต่กลับถูกปลอมแปลงเอกสารเบิกเงินกู้ไปจนหมดบัญชี และเมื่อทวงถามสหกรณ์ออมทรัพย์ กลับไม่ได้รับคำตอบและคำชี้แจงใดๆ

ล่าสุดผู้เสียหาย เดินทางเข้าสอบถามความคืบหน้าการตรวจสอบและเรียกร้องให้ทางสหกรณ์ ออกมาแสดงความรับผิดชอบ หลังจากปล่อยให้บุคคลอื่นปลอมลายเซ็นเอกสารเบิกเงินกู้จนหมดบัญชี โดยไม่มีการตรวจสอบ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะมีขบวนการแอบแฝงหาผลประโยชน์จากครูผู้ที่เดือดร้อน ต้องการกู้เงินกับสหกรณ์ และมีเจ้าหน้าที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับขบวนกาโดยมีนายสมมัคร สุวรรณชาติ ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์ จำกัดเป็นผู้รับเรื่อง

นางเยาวลักษณ์ บอกว่า ด้วยความเดือดร้อนและความจำเป็นที่ต้องการใช้เงินจึงได้หลงเชื่อข้าราชการครูหญิงคนดังกล่าว ซึ่งตนยอมรับว่าตัดสินใจผิดและเสียใจมากที่มอบเอกสารให้ไปดำเนินการกู้เงิน แม้จะถูกหักคัวคิวมากถึง 13 เปอร์เซ็นต์จากยอดเงินกู้ทั้งหมดแต่ก็ยอม เพราะเดือดร้อนจริงๆ ซึ่งไม่คิดว่าคนที่มีอาชีพข้าราชการครูด้วยกันจะหลอกลวงกันได้ ทั้งนี้การมอบเอกสารให้กับข้าราชการครูสาว มอบเพียงเอกสารเกี่ยวกับการดำเนินการกู้เงินเท่านั้น ไม่ได้มอบเอกสารใดๆให้ไปดำเนินการเบิกเงิน เป็นการปลอมแปลงทั้งหมด ทั้งใบมอบฉันทะ และลายมือชื่อ ซึ่งเชื่อว่าพฤติกรรมดังกล่าวข้าราชการครูไม่สามารถดำเนินการคนเดียวได้ จะต้องมีเจ้าหน้าที่ภายในของสหกรณ์ รู้เห็นเกี่ยวข้องและร่วมกันทำเป็นขบวนการ ตั้งแต่การปฏิเสธไม่ให้ตนกู้เงิน แล้วแนะนำให้ไปขอกู้เงินผ่านนายหน้า และเรียกเก็บเปอร์เซ็นต์ค่าดำเนินการ รวมทั้งการปลอมแปลงเอกสารเบิกเงิน

สำหรับกรณีดังกล่าวพบความผิดปกติหลายอย่าง โดยเฉพาะการเซนสัญญาเงินกู้ ตามขั้นตอนผู้กู้ และผู้ค้ำประกันจะต้องเซนชื่อต่อหน้าเจ้าหน้าที่ และพยาน การดำเนินการเบิกเงินที่ไม่ใช่เจ้าตัว แต่เจ้าหน้าที่กลับยอมให้เบิกเงินออกไปอย่างง่ายดาย โดยที่ไม่มีการตรวจสอบ รวมทั้งการสับเปลี่ยนบัญชีธนาคารที่โอนเงินเข้า จากที่ตนได้แจ้งความประสงค์ให้โอนเงินกู้เข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย แต่กลับมีการโอนเข้าบัญชีออมทรัพย์ของสหกรณ์ โดยไม่มีการเซนชื่อในสำเนา ซึ่งพฤติการณ์เหล่านี้ข้าราชการคนดังกล่าวทำคนเดียวไม่ได้จะต้องมีเจ้าหน้าที่รู้เห็นและร่วมทำด้วย จึงต้องการให้สหกรณ์ ออกมาแสดงความรับผิดชอบ เพราะปล่อยให้รองปลัดของเทศบาลตำบลแห่งหนึ่งเบิกเงินของตนที่อยู่ในสหกรณ์ไป รวมทั้งอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบด้วย เพราะเดือดร้อนต้องการใช้เงิน ต้องนำไปใช้จ่ายในครอบครัว ซ่อมบ้านให้แม่ และเก็บไว้เลี้ยงลูกที่ยังเล็กอายุ 3 ขวบ และลูกที่อยู่ในท้อง อย่างไรก็ตามตนเชื่ออีกว่ายังมีข้าราชการครูอีกหลายคนที่เข้ามากู้เงินกับสหกรณ์แล้วถูกเอารัดเอาเปรียบจากขบวนการแอบแฝงหาผลประโยชน์ โดยการหักค่าหัวคิว 13 เปอร์เซ็นต์จากยอดเงินกู้ ดังนั้นอย่างเรียกร้องให้ครูที่ถูกเอาเปรียบออกมาเปิดโปงขบวนการดังกล่าว เพื่อความเป็นธรรมและทำให้สหกรณ์ขาวสะอาด

นายสมมัคร ยอมรับว่ามีเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยจริง เบื้องต้นตรวจสอบพบหนึ่งคน ที่ร่วมกับบุคคลภายนอกดำเนินการหาผลประโยชน์เรียกรับเงิน 13 เปอร์เซ็นต์จากการกู้เงิน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อและรายละเอียดได้มาก เนื่องจากยังอยู่ระหว่างจากการสอบของคณะกรรมการ และขยายผลว่ามีใครเข้าไปเกี่ยวข้องอีกบ้าง ซึ่งเชื่อว่าจะต้องทำกันเป็นขบวนการ เพราะคนเดียวทำไม่ได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวขณะนี้ทางสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์จะนำเข้าสู่เข้าที่ประชุมของคณะกรรมการเพื่อพิจารณาดำเนินการในเรื่องที่เกิดขึ้นว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะการเรียกรับเงิน 13 เปอร์เซ็นต์นั้นไม่ใช่จำนวนเงินน้อยๆพร้อมกับส่งสรุปผลการสอบไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป

ยุทธนา/กาฬสินธุ์

ใส่ความเห็น