เกษตรกรชาวสวนยางพาราหันมายึดอาชีพเลี้ยงปลาในกระชังริมฝั่งแม่น้ำตรังเป็นรายได้หลัก เนื่องจากมีข้อได้เปรียบที่มีน้ำไหลผ่าน ทำให้ปลาไม่มีกลิ่นคาว เนื้อแน่น รสชาติหวานมันเป็นที่ต้องการของลูกค้าสร้างรายได้หลักหมื่นต่อวัน

เกษตรกรชาวสวนยางพาราหันมายึดอาชีพเลี้ยงปลาในกระชังริมฝั่งแม่น้ำตรังเป็นรายได้หลัก เนื่องจากมีข้อได้เปรียบที่มีน้ำไหลผ่าน ทำให้ปลาไม่มีกลิ่นคาว เนื้อแน่น รสชาติหวานมันเป็นที่ต้องการของลูกค้าสร้างรายได้หลักหมื่นต่อวัน

นายอรุณ พงษ์พิพัฒน์ อายุ 56 ปีอยู่บ้านเลขที่ 235 หมู่ที่ 1 ต.ท่าสะบ้า ริมฝั่งแม่น้ำตรังมานานกว่า 15 ปีแล้ว เลี้ยงปลาไว้ 2 ชนิดคือปลานิลและปลาทับทิม ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ตลาดยังมีความต้องการสูงมาก ขายได้กิโลกรัมละ 100 บาทพร้อมบริการตัดแต่ง ทำให้เป็นที่ถูกใจของลูกค้าที่ขับรถผ่านไปมา อีกทั้งน้ำที่เลี้ยงในแม่น้ำตรัง ทำให้ปลาได้ว่ายทวนน้ำตลอดเวลา ส่งผลให้ปลาแข็งแรง โตเร็ว เนื้อแน่น รสชาติหวานมันไม่มีกลิ่นคาว

เกษตรกรสามารถยึดเป็นอาชีพหลัก เพราะขายได้ตลอดทั้งปี โดยแต่ละรุ่นจะเลี้ยงปลาประมาณ 10-15 กระชัง ๆ ละ 1,200 ตัว ใช้เวลาประมาณ 4 เดือนก็สามารถทยอยจับขายได้แล้ว โดยเฉพาะในงานเทศกาล งานแต่งงาน งานบวช งานศพหรืองานขึ้นบ้านใหม่ จะมีลูกค้ามาสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง ส่วนชาวบ้านที่ขับรถผ่านถนนสายจิจิก ต.ท่าสะบ้า อ.วังวิเศษ ก็จะแวะเลือกซื้อตามขนาดที่ต้องการ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ตัวละ 80-150 บาท ซึ่งจะได้ปลาสด ๆ ขึ้นจากกระชังชนิดวันต่อวัน ทำให้เป็นที่ถูกใจของลูกค้า สร้างรายได้นับหมื่นบาทต่อวันหรือเดือนละกว่า 150,000 บาท
นายอรุณ พงษ์พิพัฒน์ เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังกล่าวว่า ตอนนี้มีปลาจำนวน 14 กระชัง ๆ ละ 1,200 ตัว ใช้เวลาเลี้ยง 4 เดือนก็ขายได้กิโลกรัมละ 100 บาท มีลูกค้ามาซื้อทุกวันขายได้วันละประมาณ 100 กิโลกรัมต่อวัน หรือประมาณ 10,000 บาท แม้เศรษฐกิจจะตกต่ำลงก็ตาม ส่วนลูกค้ามีทั้งในจ.ตรังและต่างจังหวัด ซึ่งตนได้เลือกเลี้ยงปลาที่โตเร็วกว่าปลาชนิดอื่น และขายได้ดีเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลและงานพิธีต่าง ๆ ก็ขายได้ดี ไม่มีกลิ่นคาว หวานมัน รสชาติดี สนใจติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 086-2670033 โดยตนมีรายได้ต่อปีประมาณ 130,000-150,000 บาท ซึ่งดีกว่าราคายางพาราเยอะมาก

ถนอมศักดิ์/ตรัง

ใส่ความเห็น