เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมันในตำบลเขาวิเศษ อ.วังวิเศษ จ.ตรัง หันมาใช้พื้นที่ว่างในสวนยางและสวนปาล์ม รวมกลุ่มปลูกกาแฟเพื่อส่งขายให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน สร้างรายได้หมุนเวียนร่วมกับพืชผักและสัตว์น้ำอื่น ๆ รายได้ดีกว่ามาก

เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมันในตำบลเขาวิเศษ อ.วังวิเศษ จ.ตรัง หันมาใช้พื้นที่ว่างในสวนยางและสวนปาล์ม รวมกลุ่มปลูกกาแฟเพื่อส่งขายให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน สร้างรายได้หมุนเวียนร่วมกับพืชผักและสัตว์น้ำอื่น ๆ รายได้ดีกว่ามาก

เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมันในหมู่ที่ 21 ต.เขาวิเศษ อ.วังวิเศษ จ.ตรัง หันมาใช้พื้นที่ว่างระหว่างร่องสวน ปลูกกาแฟพันธุ์โรบัสต้า เพื่อเก็บเมล็ดกาแฟสดส่งขายให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหลังควน ต.เขาวิเศษ เป็นการสร้างรายได้เสริมควบคู่ไปกับการปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้และทำปศุสัตว์ เพิ่มรายได้ลดรายจ่ายในช่วงที่ราคายางพาราและปาล์มน้ำมันตกต่ำลง ซึ่งในหมู่ที่ 21 ต.เขาวิเศษ มีการปลูกกาแฟกว่า 10,000 ต้น บางรายได้เลี้ยงชะมดไว้ให้กินเมล็ดกาแฟเพื่อนำขี้ชะมด ส่งขายได้อีกทางหนึ่งด้วย

กาแฟพันธุ์โรบัสต้า ปลูกง่าย โตเร็ว ใช้เวลาแค่ 8 เดือนก็เริ่มให้ผลผลิตและเก็บเกี่ยวได้เต็มที่ในเวลา 1 ปี ลูกดกได้น้ำหนักดี ขายส่งราคากิโลกรัมละ 20 บาท ซึ่งเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟส่วนมากเป็นสมาชิกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหลังควน เมื่อนำไปแปรรูปเป็นกาแฟสำเร็จรูปแล้วก็บรรจุซองขายตั้งแต่ซองละ 100-300 บาท สร้างรายได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงที่กาแฟกำลังให้ผลผลิตมากที่สุด คือระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์นี้ และที่สำคัญคือกาแฟสามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่ร่มรำไร ไม่มีแสงแดดจัด จึงเหมาะสำหรับการปลูกในสวนยางและสวนปาล์ม โดยไม่ต้องตัดโค่นต้นยางหรือต้นปาล์มทิ้ง ไม่เปลืองเนื้อที่แต่ให้ผลผลิต 2 ต่อ ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกกาแฟในพื้นที่ว่างระหว่างสวนกันมากขึ้น

นางวัลลีย์ อ่อนรู้ที่ อายุ 55 กล่าวว่า ตนปลูกกาแฟร่วมกับการทำปศุสัตว์และปลูกผักในพื้นที่ 4 ไร่โดยทำมากว่า 1 ปีแล้ว ทำให้มีรายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 200-300 บาท ซึ่งกาแฟเก็บขายได้อาทิตย์ละประมาณ 40-50 กิโลกรัม ๆ ละ 20 บาท ซึ่งในหมู่บ้านของตนมีเกษตรกรปลูกกาแฟกว่า 10,000 ต้น

ถนอมศักดิ์/ตรัง

ใส่ความเห็น